ชัยสมรภูมิ

ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ Victory Monument
สถานีชีวิตกลั้นกลืน ฉุนเหมือนแกงเผ็ดบูด

ใครบางคนยกมือไหว้วีรบุรุษห้าเหล่ากลางแยกนั่น
ไม่ได้ดูถูก แต่จำได้เหรอ
ไม่ต้องจำชื่อพวกเขาได้ ถามหน่อยว่าพวกเขาตายที่ไหน เมื่อไหร่ เพราะอะไร
ที่เจ็บปวดกว่าคือถามว่า เพื่ออะไร
ปะหลกนั้นแสดงความเคารพ ระลึกถึง หรือเป็นเพียงอาการ “ไหว้ไว้ก่อน” ที่เคยชิน

อนุสาวรีย์ชัยฯ ย่อแค่นี้ก็เข้าใจสำหรับคนที่ใช้เป็นเพียงทางผ่าน
แต่สำหรับชีวิตที่ต้องดิ้นรนทนอาศัย ที่นี่คือ สมรภูมิ ที่ยังห่างไกลชัยชนะเหลือเกิน

แท๊กซี่ออกรถวันแรกก็ต้องรู้จักที่นี่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากจะอธิบายด้วยพิกัดที่ตั้ง
สิ่งที่ยากกว่านั้นคือ การอธิบายสมการว่าค่าครองชีพสูงเท่ากับคุณภาพชีวิตแสนต่ำได้อย่างไร  มันไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจได้ง่ายๆเลย

“ความสุขอยู่ซอกซอยไหนนะ”
“เอ็งหาไม่ได้เลยหรอ ไอ่หนุ่ม”
“อยากหาเช่าสักเดือนเว้นเดือนก็ยังดี”
“อู้ยสุขบ่สุขคือกันและ มีไปทำไมเนาะ พรุ่งนี้็ใบเสร็จทวงหนี้ก็ขโมยไปแล้ว”

ไม่ได้โทษชะตากรรม ชีวิตที่นี่ไม่ได้หดหู่ สิ้นไร้ขนาดนั้น
แค่พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำงานทุกวี่วัน จนความสุขนั้นเหมือนเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย

พวกเขา พวกเขา พวกเขา
คนบ้านนอกหลงทางหน้าเศร้า ขอค่ารถกลับบ้าน ได้เศษตังค์แล้วเดินหนีสิ้นเยื่อไยเหมือนคนไม่เคยคุยกัน ความจริงช่วยยิ้มสักนิด หลอกกันให้ถึงที่สุดได้หรือเปล่า
ชายคนนั้น ผิวหนังยับย่นด้วยถูกความร้อนละลาย ดวงตาลึกโบ๋ สีซออู้ทำนองหดหู่อยู่ที่เดิมเป็นประจำ
หญิงคนโน้น พิการน่าตกใจ แม้จะเห็นอยู่ทุกวัน แต่พวงเนื้อห้อยต่องแต่งจากเบ้าตา คางและคอ ไม่ใช่รูปลักษณ์ที่ปุถุชนจะทนเรียบเฉย ไม่รู้สึกใดใดได้
ตายายคู่นั้น นั่งเป่าแคนขยันขายลูกกวาดเชิงสะพานลอย
การรอคอยเศษเงินของทั้งสองเนิ่นนานไม่สิ้นสุด
หัวนมข้างซ้ายเต้านั้นยัดปากเด็กยังไม่ลืมตาคนเดิมตั้งแต่เช้ายันเย็น
สิ่งที่เด็กต้องการคือแม่แท้ๆ มากกว่านมไม่มีน้ำรึเปล่า
ไม่รู้เมื่อไหร่ มะเร็งระยะสุดท้ายจะเอาชีวิตป้าแกไป วันดีคืนดี แกก็เอาทิชชู่ซับเลือดที่ไหลจากเบ้าตา ไม่มีใครกล้าสบตา
ทิ้งความทรมานน่าเวทนาในจิตใจนั้นไว้กลางสายแดดให้แผดเผา
แต่ก็ยังดี เสียงกีต้าร์ชายตาบอดกล่อมโลกร้ายให้คลายร้อน
นักเรียนเพียรอบขนมมาขายพร้อมปากกายังคงเดินหารายได้
เช่นเดียวกับนักศึกษายืนชูกล่องรับบริจาคช่วยสังคมด้วยวิธีอุดมคติแบบพวกเขา

สองสาวชาวพม่าในร้านซักรีด ส่งยิ้มให้ทุกทีที่ใช้บริการ ไม่ใช่ระแวงไม่กล้าสนิทใจ แต่มีบทเรียนแล้ว ยังคงจำได้ เมื่อสนิทกันพอจะเล่นล้อได้ เธอก็กลับบ้านเกิด แรงงานชุดใหม่เข้ามาแทน วงจรแปลกหน้าเริ่มขึ้นอีกครั้ง

คาราโอเกะ กลางวันมืดมิด กลางคืนไฟติดวับแวม สังเกตด้วยหูจะรู้ว่าไม่มีวันได้ยินคามิกาเซ่แว่วออกมานอกร้านเลย คืนนี้ ไม่มีเนื้อคำหรือทำนองใดจะไพเราะกว่าเพลงเพื่อชีวิตอีกแล้ว
น้ำหอมกลิ่นฉุนๆ กลิ่นเดิมนั้นช่วยลบลมหายใจกลิ่นบุหรี่ของขี้เหล้า สาวโอเกะปากชมพู หน้าขาว ขายาว กางเกงสั้น นั่งเหงารอแขกขาประจำอยู่ค่อนคืน ทุกค่ำคืน

ที่นี่ไม่ใช่่เอกมัยหรือทองหล่อ ห้าทุ่มก็กลายเป็นป่าช้าแล้ว
คนไร้บ้านนอนรอเวลาเที่ยงคืน รถขยะมาตรงเวลากว่ากระดาษชำระค่าไฟ

วินมอไซต์ปากซอยแคบ ให้เวลาฆ่าพวกเขาด้วยการพนันทุกรูปแบบ บนเกมกระดาษ
ทอยถั่ว ไฮโล บิงโก ปลากัด ห้วงเย็นคือไพรม์ไทม์ของยำกุ้งเต้นแกล้มเบียร์
หากจำเป็นต้องใช้บริการ กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากคนขับ
อาจช่วยให้สดชื่นกว่าสูดควันท่อท้ายรถเมล์แดง

อาหารและโภชนาการ
พริกแกงที่นี่มีแต่สีเหลือง ส่วนแม่ค้าปากซอยสีแดง
อาหารตามสั่งสอนให้เราอยู่กับความไม่คาดหวังในชีวิต
ความสด ความสะอาด ความอร่อย เราปรุงแต่งเองได้
ผัดกะเพราที่นี่มีแต่รสซีอิ๊วกับน้ำมันเลี่ยนที่กินกันไม่ลง
กล่าวให้ชัด มันคือชีวิต “กินเพื่ออยู่” แบบไม่ต้องเคี้ยวไปดัดจริตไปเลย

ส้มตำเจ็ดร้านเรียงติดกันใต้ทางด่วน เรียงแน่นพอๆกับร้านเสริมสวย
ธุรกิจขนาดเล็กที่แข่งขันกันสูง ทว่าไม่เคยมีร้านรวงไหนว่างคน
แสงจันทร์เทียมส่องอาหารอีสานบนโต๊ะเหลี่ยมกลางฝุ่น ไม่มีขึ้นหรือแรม
ควันรมไส้พวงนั้นจนขอบเกรียมไหม้ติดตะแกรง กลิ่นแจ่วข้นปะทะจมูก
หมูย่างถูกแล่เยิ้มระริกอยู่บนเขียง ก่อนนำไปวางเคียงขยุ้มผักกาดหอมสลัดน้ำประปา

ภาพหญิงชาย นักศึกษา พนักงานเคเอฟซี ลูกจ้างบริษัท สาวเซเว่นฯ
บ้างหอบหิ้ว บ้างจูงมือ แยกย้ายตามถิ่นหลักพักนอน
บางทีความสุขของคนย่านนี้ ไม่ได้ซับซ้อนไปกว่าการพาความอิ่มบางชนิดกลับห้องหอทุกย่ำเย็น

ก่อนถึงหอพัก ไม่ลืมซื้อกาแฟเย็นเจ้าเดิม
ป้าร้านน้ำปั่นกลางซอยยิ้มพะเยิดอย่างคนรู้กัน
แกยืนด้วยลำแข้งข้างเดียวมากี่ปี ก็ไม่กล้าถาม ปักหลักส่งหลานจนจบพานิชย์
ขนาดแกยังใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรขาดหายเลย
ไม่รู้ผมจะมองแกและตัวเองว่าไม่สมบูรณ์ไปได้ยังไง
บางกรณี ความสุขมันก็ไม่ได้หายากเย็นเหมือนความดี ความงาม หรือความจริง …ห่าเหว
เพราะมันอาจซ่อนอยู่ในวินาทีที่เราเลิกถามทวงก็เป็นได้

อนุสาวรีย์ชัยฯ สมรภูมิของรถกลางวงเวียนใหญ่และชีวิตที่หมุนวนไปของคนไกลบ้าน
หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ สะดือเมืองกรุงเทพฯ
จุดหมุนที่ทำให้ชีวิตคนเมืองขับเคลื่อนไป
พวกเขาคือนักรบติดอาวุธที่หัวใจ
หัวใจที่บรรจุกำลังไว้เต็มรังเพลิง

ไม่มีวันหยุดแม้บางชีวิตจะล้มลง
ไม่มีวันหยุดแม้บางคนจะหยัดสู้โดยลืมเสียแล้วว่าต้องชนะเพื่ออะไร
ไม่มี เท่าที่เห็น ยังไม่มีผู้ชนะ
ที่นี่…มีแต่มนุษย์ที่ยังไม่ยอมแพ้

ทะนาคาน
24 สิงหาคม 2554
ภาพจาก: Nicka Kabin (ขอบคุณค่ะ)

รูปภาพ | ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s